Advertising

Friday, December 31, 2010

สเตฟาน ถือศาสนาพุทธ รอจังหวะคิดบวชพระ


ฟานถือศาสนาพุทธ รอจังหวะคิดบวชพระ

โดย ข่าวสด วัน พฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2550 04:17 น.

หน้าตากระเดียดไปทางฝรั่ง แต่พระเอก 7 สี สเตฟานสันติ วีระบุญชัย นับถือศาสนาพุทธแถมยังคิดบวชด้วย

ผมนับถือศาสนาพุทธครับ ในเรื่องการบวชคิดว่าจะบวชครับ ปีนี้อายุก็ 25 ปีแล้ว จริงๆ อยากบวชช่วงนี้แต่งานมันเยอะก็ต้องเลื่อนไปอีก เราต้องดูก่อน ผมเป็นคนที่ถ้าวางแผนนานๆ จะไม่ค่อยได้ทำ ผมจะเป็นประเภทอารมณ์มาแล้วไปเลย คิดปุ๊บทำปั๊บ ไม่ชอบวางแผนไกลๆ หลายๆ อย่างมันสามารถเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

เขากล่าวต่อ พ่อแม่ผมนับถือคริสต์หมด ก็เลยไม่ได้เร่งให้บวช ที่ผมนับถือศาสนาพุทธคนเดียวอาจเพราะผมอยู่เมืองไทยมานาน ศาสนาพุทธบอกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเรา เราจะขึ้นสวรรค์หรือตกนรก จะเกิดมาดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น เราสามารถกำหนดชีวิตตัวเองได้ จุดนี้ที่ผมชอบศาสนาพุทธ ผมเลือกศาสนาที่เข้ากับผมได้มากกว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าดี ท่านยังตรัสเลยว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องเชื่อท่าน ให้เราลองปฏิบัติดูก่อนถ้าไม่มีอะไรดีขึ้นก็ไม่ต้องเชื่อ ถ้าดีค่อยเชื่อครับ

Wednesday, December 29, 2010

รายชื่อ กลุ่มลัทธิรวมศาสนา ที่ต้องระมัดระวัง

ในประเทศไทย ศาสนาทั้งหลายได้เข้ามาเผยแพร่อย่างเสรี ผู้เขียนบล๊อก เพียงแต่อยากจะตักเตือนหากมีใครการชักชวนท่านเข้าไปเป็นยอมรับเป็นสาวกหรือสมาชิก ซึ่งอาจทำให้เสียทรัพย์หรือถูกครอบงำโดยความเชื่อเบ็ดเสร็จแนวคิด ความเชื่อ-ลัทธิประเภทนี้ มาจากแนวคิดที่คิดจะผสานศาสนาอื่นๆในผนึกรวมในลัทธิตนเอง แนวคิดหลักๆ มักมีอ้างศาสดาต่างๆ จากหลายๆ ศาสนา
การตักเตือนในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า ความเชื่อ-ลัทธิต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งไม่ดีไปเสียทั้งหมด แต่ต้องการให้พิจารณาด้วยสติปัญญาของท่านตามความเหมาะสม พิจารณาความเป็นไปได้ ด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งที่แท้จริง ต้นกำเนิดแนวคิดนี้จริงๆ ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์แล้ว แนวคิดดั้งเดิมที่มีมาแต่โบราณ มีมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งเป้าหมายคือต้องการให้ความเชื่อต่างๆ เ้ป็นหนึ่งเดียวกันโดยทำการควบรวมความเชื่อบางส่วนเข้ามาอยู่ในความเชื่อใหม่ แล้่วปรับเปลี่ยนบางส่วน

ศาสนาคริสต์ นำแนวคิด เมซิอาห์ หรือพระผู้ไถ่ ของศาสนายูดาย มาใช้ในการอ้างชื่อพระเยซู
http://en.wikipedia.org/wiki/Jewish_messianism

ศาสนาอิสลาม นำแนวคิดเดิมๆ ของศาสนายิวและคริสต์มาปรับ อ้างว่าเป็น ชาวคัมภีร์(People of book-อะฮ์ลุลกิตาบ) เหมือนกัน แต่กลับมีความเชื่อว่าัคัมภีร์ของยูดายและคริสต์บิดเบือน

ในประเทศจีน ก็มีแนวคิดควบรวม 3 ศาสนา คือ พุทธ เต๋า และขงจื้อ เรียกว่า ซานเจียว
ในประเทศอินเดีย สังกราจารย์ พราหมณ์ผู้ริเริ่มศาสนาฮินดู
ก็มีแนวคิดควบรวม พุทธศาสนา  
รวมถึงความเชื่อเทพต่างๆ ในหลายท้องถิ่นรวมเข้าด้วยกัน 
เขียนคัมภีร์ปุราณะ  เป็นทฤษฎีนารายณ์อวตารเป็นพระพุทธเจ้า นั่นเอง
http://th.wikipedia.org/wiki/อวตาร 
http://th.wikipedia.org/wiki/
พระวิษณุ
___________________________________________

1. วิถีอนุตตรธรรม มีต้นกำเนิดมาจากประเทศไต้่หวัน เป็นลัทธิรวมศาสนา มีพื้นฐานมาจาก ศาสนาเต๋า พุทธ(มหายาน) ขงจื้อ คริสต์ อิสลาม รวมกันมีการนับถือ พระอนุตตรธรรมมารดา เหนือกว่าพระพุทธเจ้า รวมถึงศาสดาทั้งหลาย ทั้งมีพิธีกรรมถอนชื่ออกจากบัญชีนรก และมีการให้รหัสลับ 5 คำเปิดประตูนิพพาน
http://th.wikipedia.org/wiki/ลัทธิอนุตตรธรรมhttps://www.facebook.com/anuttaradham

2. ธรรมวิถีกวนอิม ก่อตั้งโดย ชิงไห่
อ้างว่ามีสามารถทำให้บรรลุธรรมได้อย่างฉับพลันมีแนวคิดจากการควบรวมศาสนาต่างๆ
3. สำนักปู่สวรรค์ ผู้ก่อตั้งคือ สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ต้องการรวมศาสนาต่างๆ 

4.ฝ่าหลุนกง ผู้ก่อตั้งคือ หลี หงจื้อ อิงหลักการของ พุทธและเต๋าบางส่วน 

รวมถึงใช้วิชาชี่กงที่พลิกแพลงด้วยตนเอง ตั้งชื่อใหม่ว่า ฝ่าหลุนกง
www.thaichinese.net/thaichineseblog/falungong

5. แฮปปี้ ไซแอนซ์ ผู้ก่อตั้งคือ Ryuho Okawa อ้างว่าเป็นพระพุทธเ้จ้าลงมาเกิดใหม่ นับถือองค์พระเจ้าสูงสุดชื่อว่า El centare ทั้งยังอ้างว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในยุคโบราณมา



ปล. ข้อมูลชุดนี้จะ ลงเพิ่มตามข้อมุลที่มี

Juri Dennison อาจารย์สอนภาษาองักฤษ ชาวคริสต์ ผู้มีโอกาสปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน

หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 3


ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ฉันอยู่ระหว่างทางแยกของชีวิต ฉันควรจะทำอย่างไรดี เมื่อสัญญาที่ฉันรับสอนภาษาอังกฤษเป็นเวลา ๓ ปี จะสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายนนี้ ฉันได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อพบกับเพื่อน ๆ คนไทย และหวังว่าจะได้รับข้อคิดเห็นบางอย่างเกี่ยวกับอนาคต หลังจากที่ฉันใช้เวลาในกรุงเทพฯ หนึ่งสัปดาห์ ฉันได้วางแผนไว้ว่าจะไปเที่ยวทะเลในสัปดาห์สุดท้ายที่อยู่เมืองไทย แต่เพื่อนของดิฉันคือ ดร.พินิจ รัตนกุล ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แนะนำให้ฉันไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี เนื่องจากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้เคยไปหัดฝึกทำกรรมฐานที่วิเวกอาศรมมาแล้วเป็นเวลา ๑ สัปดาห์ เพราะฉันต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาให้มากขึ้น

ถึงแม่ว่าฉันจะเป็นชาวคริสต์ แต่ก็สนใจพุทธศาสนา และจากการที่ได้ไปเรียนรู้ที่วิเวกอาศรม ซึ่งสามารถช่วยให้ฉันดำเนินชีวิตได้อย่างดีแล้วนั้น ฉันจึงตกลงใจไปวัดอัมพวัน ฉันรู้สึกประหลาดใจและดีใจมาก เมื่อท่านเจ้าอาวาส (หลวงพ่อจรัญ) ได้บอกกับ ดร.พินิจ ทางโทรศัพท์ว่าท่านจะสอนฉันด้วยตัวท่านเอง ตามปกติหลวงพ่อมีงานยุ่งมากเกินกว่าที่จะสอนเป็นรายบุคคล ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังรู้สึกกลัว ๆ ที่จะพบกับท่าน เพราะฉันได้ยินมาว่าท่านสามารถเห็น "ข้างใน" ของคนได้ เพราะฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าอะไรนัก ในวันตรุษจีนเดือนกุมภาพันธ์ คุณชุลี เลขาของ ดร. พินิจ และคนขับรถได้พบฉันไปที่วัดอัมพวัน ครั้งแรกที่ฉันได้พบหลวงพ่อ ท่านเคร่งขรึมเงียบเฉยและท่าทางน่าเกรงขาม คุณชุลีไม่ค่อยจะแปลอะไรให้ฉันเท่าใดนัก หลวงพ่อให้ฉันลองนั่งขัดสมาธิในท่าที่ยากที่สุด

ซึ่งเป็นที่พระในป่าท่านปฏิบัติ (ขัดสมาธิเพชร) ฉันต้องดึงและสอดขาซึ่งในที่สุดก็นั่งได้ แต่ก็ปวดขาเหลือเกิน หลังจากนั้นท่านก็สอนท่านั่งที่ง่ายกว่า ค่อยสบายใจหน่อย แล้วท่านก็ยิ้มอย่างมีเมตตา ท่านบอกว่าฉันเป็นคนจิตใจดี ถึงแม้จะเป็นชาวคริสต์ก็ไม่ทะนงตัว ท่านเริ่มสอนคำศัพท์ภาษาไทยเกี่ยวกับอวัยวะต่าง ๆ ของศีรษะ เช่น ผม หู ตา จมูก และอื่น ๆ ฉันพูดและจดตามทุก ๆ คำที่ท่านพูด ท่านสามารถทราบสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับฉัน เช่น อายุ และอนาคตที่ไม่แน่นอนของฉันได้ ท่านแสดงให้ฉันดูวิธีการเดินจงกรม การกำหนดลมหายใจในการทำสมาธิ
การหัดทำสมาธิครั้งแรกของฉัน เริ่มต้นในเย็นวันนั้นระหว่างเดินจงกรม ฉันได้เห็นภาพมาปรากฎมากมายใบหน้าอันเปี่ยมด้วยความเมตตาของหลวงพ่อ ทำให้ฉันตื้นตันจนน้ำตาไหล หลังจากนั้นฉันเห็นร่างกายของฉันเริ่มกลายเป็นโครงกระดูก มีหนอนเต็มไปทั้งตัว ได้เห็นพระพุทธรูปยิ้ม พระเยซูที่ใจดี จากนั้นพระเยซูถูกตรึงกับไม้และเต็มไปด้วยเลือดซึ่งทำให้ฉันกลัว และฉันก็เห็นดอกบัวบาน

วันรุ่งขึ้นได้พบหลวงพ่อ ท่านเตือนให้ฉันกำหนด "เห็นหนอ" เมื่อฉันเห็นภาพนิมิตต่าง ๆ ท่านยังเป็นครูที่ใจดี พูดคุยสนุกสนานและน่ารักยิ่ง วันนี้มีลูกศิษย์ของท่านคือ พันทิพา ช่วยแปลให้ฉัน หลวงพ่อเชื่อว่าคนเราต้องเคยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน หรือเป็นญาติกันมาแต่ปางก่อน ดวงชะตาจึงทำให้ฉันได้มาที่วัดอัมพวัน โดยมีบางสิ่งที่ฉันต้องทำ ท่านบอกว่าปัญญานั้นมาจากข้างใน ถ้าฉันขยันฉันจะสามารถก้าวหน้าในการทำสมาธิได้เร็วขึ้น ท่านบอกไม่ให้ฉันกลัวในการทำสมาธิ "ไม่ต้องกลัวหรอกนะ ฉันอยู่ที่นี่" ฉันรู้สึกจริง ๆ ว่า ฉันเจอพระเจ้าซึ่งรักเมตตาและยอมรับฉันอย่างที่ฉันเชื่อแล้ว การฝึกสมาธิของฉันดูช่างยาวนานอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โดยเฉพาะตอนนั่งสมาธิ บางเวลารู้สึกปวดแสนปวด แต่ฉันตั้งใจให้ก้าวหน้า ฉันจึงบังคับตัวเองในการเดินการนั่ง ถึงแม้ฉันนะรู้สึกป่วยหรือเจ็บปวด ฉันไม่ย่อท้อ เพราะได้รู้สึกถึงความรักที่หลวงพ่อมีอยู่

ฉันซาบซึ้งใจอย่างยิ่งและรู้สึกขอบคุณในความช่วยเหลือเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ที่วัดช่วยซักเสื้อผ้า นำอาหารมาให้วันละมื้อ และมีน้ำปานะ เช่น กาแฟกระป๋อง โยเกิร์ต น้ำอัดลม น้ำแข็ง และทำความสะอาดอย่างเงียบ ๆ อยู่ข้างนอก ก้าวแต่ละก้าว ลมหายใจแต่ละครั้งแต่ละขณะ ฉันได้เรียนที่จะอยู่กับปัจจุบัน หลวงพ่อบอกเสมอว่า"อย่าไปกลุ้มกังวลหรือโกรธเคืองกับอดีต อย่ากังวลกับอนาคต ใจเย็น ระลึกรู้อยู่แต่ปัจจุบัน แล้วปัญญาจะเกิดขึ้นเอง" ฉันเลิกห่วงเกี่ยวกับกรรมเก่าในอดีต ฉันสงสัยอยู่ว่าการทำสมาธิจะช่วยฉันในการวางแผนอนาคตให้ชัดเจนได้อย่างไร และฉันก็บังคับตัวเองให้รู้อยู่กับปัจจุบัน ฉันมีสติมากขึ้น ไม่ใช่เฉาพะขณะนั่งสมาธิ กระทั่งเวลารับประทานอาหาร อาบน้ำและทำอย่างอื่น เวลาที่เกิดมโนภาพหรือมีสิ่งรบกวนจิตใจเกิดขึ้น ฉันจะกำหนด "เห็นหนอ" หรือ "รู้หนอ" การฝึกสมาธิของฉันต่อมาเริ่มปวดน้อยลงและรู้สึกลึกซึ้งมากขึ้น สิ่งที่ตั้งอยู่เสมอคือ รอยยิ้ม ความรัก และกำลังใจของหลวงพ่อ ซึ่งทำให้ฉันซึ้งใจและอบอุ่น บางครั้งฉันกลัวกรรมเก่า แต่ฉันต้องพยายามอย่างมากที่จะกำหนดปัจจุบัน จึงทำให้ฉันสับสนกับนิมิตที่เห็นต่าง ๆ

นิมิตอันหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ห้าของการปฏิบัติกรรมฐานทำให้ฉันกลัวคือ ขณะที่ฉันกำหนด "ยืนหนอ" เท้าของฉันรู้สึกจมลึกลงไปในพื้น และทันใดนั้นทั้งตัวฉันและพื้นได้หลอมละลายรวมตัวเป็นสสาร หลังจากนั้นฉันเห็นป่าที่มีคนแต่งตัวสวยงามมาฟ้อนรำล้อมรอบฉัน ซึ่งหลวงพ่อได้อธิบายให้ฉันฟังว่า ที่เห็นคือเทวดาและนางฟ้าที่ใส่ชฎา ที่บ่ามีอินธนูและมีสายสังวาลย์ มาฟ้อนรำอนุโมทนาบุญกับฉัน ขณะที่ฉันเห็นฉันมีความสุขมาก และในทันทีทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดสนิทจนฉันรู้สึกตกใจกลัวอย่างมาก และกำหนดไม่ถูก จึงได้ไปกราบถามหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็ได้อธิบายให้ฟังว่าเพราะสมาธิมีมาก และกำหนดไม่ทัน ฉันจึงหายกลัวและกล้าที่จะปฏิบัติต่อในคืนนั้นได้ ก่อนวันกลับหนึ่งวัน ขณะทำ "ยืนหนอ" ได้เกิดมีมโนภาพขึ้น ฉันจึงกำหนด "เห็นหนอ" เพื่อให้ภาพนั้นหายไป แต่ฉันรู้สึกว่ามีพลังงานได้ไหลเข้ามาในร่างกายของฉัน โดยเข้ามาจากพื้นขึ้นสู่เท้าฉัน ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกหนักมาก แล้วไหลขึ้นไปตามขาและอวัยวะทุกส่วน ตลอดจนถึงท้องน้อย สะดือ ลิ้นปี่ หัวใจ ลำคอ แล้วระเบิดออกมาเป็นตาที่ ๓

เมื่อฉันเริ่มปักจิตที่กลางกระหม่อมโดยกำหนด "ยืนหนอ" พลังงานดูเหมือนจะมาจากท้องฟ้าหรือพระอาทิตย์แล้วมาสู่ศีรษะ ตา หู ปาก คอ แขน มือ หัวใจ และอื่น ๆ จนลงไปสู่เท้า ทันใดนั้นฉันได้ตระหนักว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้น จะเกิดขึ้นต่อเมื่อรู้สึกเป็นอยู่กับปัจจุบัน และมันจะเป็นพลังงานที่มีประโยชน์ยิ่งใหญ่ เมื่อเราตั้งจิตกับปัจจุบัน โดยอย่าปล่อยให้อดีต อนาคต หรือ ความคิดล่องลอยต่าง ๆ เข้ามารบกวน จากประสบการณ์นี้ ทำให้ฉันสามารถเห็นภาพและรู้ชัดเจนว่าจะทำอะไรต่อไปกับอนาคต


ฉันเป็นชาวคริสต์ที่เชื่อในพระเจ้าที่มีเมตตากรุณารอบรู้ รัก และยอมรับฉันในสิ่งที่ฉันเป็น เมื่อฉันได้พบหลวงพ่อ ฉันได้รับรู้ถึงความรู้สึกจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การทำสมาธิทำให้ฉันได้ประสบกับต้นกำเนิดของความรักที่ยิ่งใหญ่ในตัวฉัน
ชั่วชีวิตนี้ฉันจะไม่ลืมพระคุณของ ดร.พินิจ, หลวงพ่อจรัญ, พันทิพา และเจ้าหน้าที่ที่วัดอัมพวัน ซึ่งเป็นผู้ให้ของขวัญชิ้นนี้กับฉันเป็นอันขาด..


http://www.jarun.org/v6/th/lrule13r0201.html

คุณเฉลิม คงทอง อดีตชาวคริสต์ ผู้ศรัทธาพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง


เฉลิม คงทอง


เคารพหลวงพ่อ
หนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒

ข้าพเจ้าเป็นคนราชบุรี นับถือศาสนาคริสต์ เริ่มรู้จักหลวงพ่อตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๒๐ ปีเต็ม และได้ติดตามหลวงพ่อตลอดมา ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าอายุ ๕๙ ปีแล้ว ตอนที่ข้าพเจ้าพบหลวงพ่อ ที่วัดบางนมโคนั้น ตอนนั้น หลวงพ่อรับหน้าที่แทนหลวงปู่ปานแล้ว

เริ่มแรกทีเดียวนั้น ข้าพเจ้ากับนายแจ่ม เปาเล้ง (ซึ่งภายหลังไม่กี่ปี นายแจ่ม เปาเล้งก็กลายมาเป็นพ่อตาของข้าพเจ้า) พากันไปพบหลวงพ่อที่วัดบางนมโค ก็ได้คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า คาถาวิระทะโย และได้ไปหานายประยงค์ ตั้งตรงจิตด้วย ไปคุยเรื่องคาถา พระปัจเจกพุทธเจ้า นายประยงค์ก็แนะนำว่า ต้องท่องคาถา และใส่บาตรอย่าให้ขาด จึงจะได้ผล

นายแจ่ม ได้คาถามา ก็ทำอย่างจริงจังแบบเปิดเผย เดิมเขาไม่มีที่ดิน ข้าพเจ้าก็แบ่งที่ดินให้ปลูกพริก ซึ่งนายแจ่มปลูกแล้ว พริกเจริญงอกงามดีมาก เพราะว่าปลูกไปก็ว่าคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นประจำ ทำให้มีการคล่องตัว และทำให้การเป็นอยู่ดีขึ้น เพราะผลของคาถานี้ช่วยได้มาก

ตัวข้าพเจ้าได้คาถามาแล้ว ก็ท่องแบบเงียบๆ คือเอาวิธีหลวงพ่อมาทำแบบเงียบๆ ไม่ทำแบบเปิดเผย ตัวข้าพเจ้ายังคงนับถือศาสนาคริสต์อยู่ แต่ก็ท่องคาถาวิระทะโยไปเรื่อย พอลงมือทำงาน วิดน้ำในสวน ก็ท่องคาถานี้เรื่อยๆ โรคภัยก็ไม่ค่อยเบียดเบียน

สมัยนั้นมีโรคระบาดอยู่ทั่วไป คนป่วยกันมาก แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยเป็นอะไร ถึงข้าพเจ้านับถือคริสต์ เวลาไปหาหลวงพ่อ ข้าพเจ้าก็ไหว้ท่านและเคารพนับถือท่าน ก็ทำตามที่ท่านแนะนำ ภายหลังเตี่ยข้าพเจ้าให้ที่ข้าพเจ้าทำสวน ๑๑ ไร่ ข้าพเจ้าทำสวนเรื่อยมา ก็ไม่ขาดทุน มีเหลือกิน เหลือใช้บ้าง ทำได้ดีพอสมควร ปลูกพืชล้มลุก พวกหอม พวกพริก ก็ทำให้มีผลงอกงามดี ได้กำไรดี และทำให้มีที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเวลานี้มีอยู่ ๗๘ ไร่ ยิ่งทำก็ยิ่งมีความมั่นใจ ว่าถ้าได้ทำบุญกับหลวงพ่อแล้ว รู้สึกว่าทำอะไรก็ดีทุกอย่าง

ตอนนี้ หลวงพ่อรับหน้าที่จากหลวงปู่ปานแล้ว หลวงพ่อก็ออกล่องเรือไปตามแม่น้ำลำคลอง เอารูปหล่อหลวงปู่ปานใส่เรือ เปิดเครื่องขยายเสียง ชักชวนญาติโยมทั้ง ๒ ฝั่งน้ำทำบุญเพื่อนำปัจจัยไปซ่อมแซมวัดบางนมโค ผู้คนก็นิมนต์ให้หลวงพ่อ หยุดแวะรับปัจจัยเพื่อทำบุญ ร่วมบุญด้วย ทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำ ก็ใช้เวลาหลายวัน

ล่องเรือไปเรื่อยๆ ค่ำไหนก็จอดแวะที่นั่น ครั้นมาถึง ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ล่องเรือมาถึงบ้านข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็นิมนต์ให้พักอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าคราวละหลายๆ วัน มีอะไรท่านก็สอนข้าพเจ้าและแนะนำ สิ่งใดที่ไม่รู้ก็ถามท่าน ท่านก็บอกให้หมดทุกอย่าง จึงมีความเคารพนับถือและติดตามหลวงพ่อตลอดมา หลวงพ่อย้ายไปอยู่วัดไหนก็ตามไปหาตลอด

จนกระทั่งข้าพเจ้าจะปลูกบ้านเป็นของตนเอง ก่อนจะปลูกบ้าน หลวงพ่อได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับคนที่จังหวัดชัยนาทให้ฟังว่า

“มีเจ้าของบ้านคนหนึ่งที่จังหวัดชัยนาท ปลูกบ้านที่มีเสาตกมัน และมีคนคิดจะมาขโมยของที่บ้านหลังนี้ แต่เขาก็กลัวๆ อยู่ จึงทำพิธีจับผีในบ้านนี้เสียก่อน โดยใช้พิธีทางไสยศาสตร์อยู่ ๓ วัน พอทำพิธีวันแรกก็ได้ยินเสียงร้อง “โว้ย” วันที่ ๒ ก็ได้ยินเสียงร้อง “โว้ย” พอวันที่ ๓ ไม่มีเสียงร้องอะไร ก็นึกว่าจับตัวได้แล้ว จึงเข้าไปขโมยของในบ้านหลังนี้

เข้าไปถึงก็เก็บข้าวของที่ต้องการกองๆ รวมกันไว้จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวจะขนของออกไป ก็หาทางออกไม่ได้ นางไม้ได้ล้อมบ้านไว้ ประตูเหล็กยืดนั้นเดิมตอนเข้าไปขโมยของก็เปิดทิ้งไว้ พอเข้าไปขโมยของในบ้านแล้ว ประตูยืดนั้น ก็ปิดเข้ามาเอง เลยเอาของไปไม่ได้สักอย่าง จนกระทั่งคนในบ้านตื่นขึ้นมา ก็พบทั้งขโมยและของกลางกองรวมๆ กันอยู่ เจ้าของบ้านเลยจับขโมยได้โดยง่ายดาย”

หลวงพ่อเล่าเรื่องนี้จบ จึงแนะนำให้ข้าพเจ้าไปซื้อไม้ที่มีเสาตกมันมาสร้างบ้าน จะได้ช่วยคุ้มครองป้องกันภัยให้อยู่เย็นเป็นสุข

ก่อนไปซื้อไม้มาปลูกบ้าน หลวงพ่อก็ได้เมตตามาทำพิธีบวงสรวงที่บ้านข้าพเจ้า โดยบวงสรวงท้าวมหาราชทั้ง ๔ ทิศ ให้คุ้มครองข้าพเจ้า ซึ่งตอนนั้นเตี่ยข้าพเจ้านับถือศาสนาคริสต์อยู่ จึงหลีกเลี่ยงการตั้งศาลเพื่อไม่ให้ขัดใจเตี่ย

หลวงพ่อแนะวิธีให้ทำง่ายๆ คือ ให้หาไม้มาทำเป็นเสา และตอกเป็นหิ้งขึ้นแบบง่ายๆ และให้หาดอกไม้ธูปเทียนอย่างละ ๕ อย่าง วางไว้ที่หิ้ง พอหลวงพ่อบวงสรวงเสร็จ ข้าพเจ้าก็ออกไปหาซื้อไม้ เลือกซื้อไม้ใหม่มาเลย ไม่ใช้ไม้เก่า ไปซื้อไม้ใหม่ๆ มา ก็หาที่เป็นเสาตกมันไม่ได้ ไปซื้อจากที่เขาตัดมาเรียบร้อยแล้ว ซื้อไม้ที่ตัดมาใหม่ๆ เลย ก็คิดว่าหาไม่ได้

แต่พอได้ไม้มาแล้ว หลวงพ่อก็ทักขึ้นว่า ไม้ที่ซื้อมาทั้งหมด มีเสาทั้งหมด ๗ ต้นที่เป็นเสาตกมัน ในจำนวน ๗ ต้นนั้น ข้าพเจ้าใช้ ๖ ต้นปลูกบ้าน อีกต้นหนึ่งไม่ได้ใช้ เพราะเห็นว่ามีน้ำมันไหลเยิ้มออกมา จึงไม่ได้ใช้ จึงเอาไปปักไว้ข้างคลอง

จากนั้นหลวงพ่อ ก็ทำพิธีเชิญนางไม้ทั้งหมดให้ขึ้นไปรวมกันอยู่บนบ้านเลย ให้นางไม้ช่วยคุ้มครอง เวลามีภัยอันตรายต่างๆ ก็มักจะคอยให้การช่วยเหลืออยู่เป็นนิตย์ อย่างเช่น ครั้งหนึ่ง ลูกข้าพเจ้าผสมน้ำมันเบนซินบนบ้าน ไฟลุกพรึบ ข้าพเจ้าก็บอกให้รีบหิ้วไปเทข้างนอกบ้าน ทำให้ไฟไม่ไหม้บ้าน เวลาลูกเทน้ำมัน ไฟก็วิ่งมาบนแขนทั้ง ๒ ข้าง เมื่อดับไฟแล้ว ที่แขนไม่มีแผล ไม่มีแสบร้อนอะไรเลย นับว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์ใจจริงๆ ที่รอดปลอดภัยในครั้งนั้น

บางครั้งข้าพเจ้าไม่อยู่บ้าน มีคนมาจอดเรือเรียกข้าพเจ้า เขาได้ยินเสียงข้าพเจ้าตะโกนขานรับ แต่แล้วเขารอแล้วก็เงียบ เพราะข้าพเจ้าไม่อยู่ แถมปิดกุญแจบ้านไว้ด้วย

นับแต่ปลูกบ้านมา นางไม้ก็คอยคุ้มครองบ้าน และให้ความคุ้มครอง ปลูกพืชผลได้มาก ไม่มีขาดทุน มีแต่กำไรขึ้นเรื่อยๆ

ข้าพเจ้านับถือศาสนาคริสต์มาเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้าแต่งงาน จึงทำพิธีตามแบบศาสนาคริสต์ (แต่งกับลูกสาว นายแจ่ม เปาเล้ง หลังจากที่พบหลวงพ่อเพียงไม่กี่ปี) วันแต่งงานนั้นหลวงพ่อไม่ได้ทำพิธีอะไรให้ แต่หลวงพ่อไปพักอยู่ที่บ้านข้าพเจ้า ๒ – ๓ คืนที่ จ.ราชบุรี

ต่อมาข้าพเจ้าก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ เช่นเดียวกับภรรยาของข้าพเจ้า สาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนจากการนับถือศาสนาคริสต์มาเป็นศาสนาพุทธเพราะว่า

ข้าพเจ้าได้ถามหลวงพ่อว่า “พระเยซูมีจริงไหม”

หลวงพ่อตอบว่า “มี อยู่ชั้นกามาวจรสวรรค์”

ข้าพเจ้าจึงถามหลวงพ่ออีกว่า “ศาสนาคริสต์ ถึงขั้นไหน”

หลวงพ่อตอบว่า “ศาสนาคริสต์ถึงแค่ชั้นสวรรค์ ส่วนศาสนาพุทธถึงขั้นนิพพาน คือไม่ต้องกลับมาเกิดอีก”

ข้าพเจ้าเมื่อได้ทราบจากคำอธิบายของหลวงพ่อแล้ว จึงเข้าใจ และอยากไปนิพพานในชาตินี้ เพราะว่าชีวิตข้าพเจ้ามีแต่ความทุกข์ ข้าพเจ้าไม่ขอเกิดอีก

เมื่อมารดาของข้าพเจ้าเสียชีวิตไป หลวงพ่อก็ช่วยได้ ช่วยได้แค่สวรรค์ หลวงพ่อท่านสร้างพระเงินและพระทององค์ละสลึง และให้ถวายสังฆทาน มีพระหน้าตัก ๕ นิ้ว ผ้าไตร และอาหารคาวหวาน โดยอุทิศเจาะจงไปให้ แม่ข้าพเจ้าที่ตายไปแล้ว หลวงพ่อเล่าให้ฟังหมดเลยว่า แม่ข้าพเจ้ามีลักษณะรูปร่างเป็นอย่างนั้นๆ เคยทำบุญอะไรไว้บ้าง ข้าพเจ้าก็ไปถามเตี่ยดู เตี่ยยืนยันว่าแม่ทำอย่างนั้นจริง เลยเชื่อทุกอย่าง

เวลาไปรับหลวงพ่อ พอผ่านศาลเจ้า หลวงพ่อจะคุยกับเทวดาที่ศาลเจ้า และบอกให้ช่วยคุ้มครองข้าพเจ้า เทวดาที่ศาลเจ้าก็บอกว่า ท่านคุ้มครองข้าพเจ้าอยู่แล้ว

มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อไปเชิญศาลพระภูมิ เทวดาท่านมาทวงว่าทำผิดไว้ที่ป่า ท่านมาทวงเรื่องไปทำบุญแก้บน บอกว่าไปทำบุญแก้บน ตอนเย็นนั้นใช้ไม่ได้ ท่านรับไม่ได้ ต้องไปทำบุญแก้บนก่อนเพล สาเหตุนี้ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกไว้ไม่โต หลวงพ่อท่านก็สามารถรู้ได้และเป็นเรื่องจริง

ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ภรรยาข้าพเจ้าได้เสียชีวิตลง ข้าพเจ้าก็รีบส่งจดหมายถึงหลวงพ่อ พร้อมทั้งถวายปัจจัย ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อหลวงพ่อช่วยสงเคราะห์อุทิศกุศลให้แก่ภรรยาข้าพเจ้าที่เสียชีวิตไป

ข้าพเจ้าได้ถามหลวงพ่อว่า “ภรรยาเขาไปลำบากไหม”

หลวงพ่อตอบว่า “เหลือแต่แกเท่านั้นที่ยังโง่อยู่ เขาไปสบายแล้ว”

เมื่อ ๗ ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าขาบวมเจ็บอยู่ ข้าพเจ้าก็นั่งกรรมฐาน นั่งอธิษฐานถึงหลวงพ่อเสมอๆ อยู่ๆ ข้าพเจ้าก็ได้รับพัสดุไปรษณีย์ บรรจุน้ำมนต์หลวงปู่ปาน ที่เจ้าหน้าที่ทางวัดท่าซุงได้จัดการส่งไปให้ข้าพเจ้าทางไปรษณีย์ ซึ่งข้าพเจ้ามั่นใจว่าเพราะหลวงพ่อท่านคงรู้ว่า ข้าพเจ้าเป็นอะไร เพราะคนอื่นนั้นไม่มีใครรู้ว่าข้าพเจ้าเป็นอะไร มีหลวงพ่อเท่านั้นที่รู้ ข้าพเจ้าจึงดีใจมาก เวลานั่งกรรมฐาน ข้าพเจ้าก็กราบบูชาถึงหลวงพ่ออยู่เสมอ

เมื่อ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๒ ข้าพเจ้าไปบ้านน้องเมีย ข้าพเจ้ากินยาแก้ยอก เป็นยาชุด ๕ เม็ด เดินไม่ไหว จึงกินยานี้ กินแล้วมันไปกัดกระเพาะ ข้าพเจ้าก็เข้าไปที่ห้องน้ำ ถ่ายออกมาเป็นเลือด ทวารเปิด ถ่ายออกมา ๒ ลิตร ทวารเปิด มันไหลออกมาเอง ขณะถ่ายออกมา ข้าพเจ้าก็ภาวนา พุทโธๆ ๆ ไปเรื่อยๆ พอภาวนาไปๆ ข้าพเจ้าก็สลบไปเลย นานประมาณครึ่งชั่วโมง

พอฟื้นขึ้นมา ข้าพเจ้าก็ขออาราธนาบามีหลวงปู่ปาน บารมีหลวงพ่อ ขอให้ช่วยให้ข้าพเจ้าหาย เพราะว่า ถ้าหากข้าพเจ้าตายในห้องน้ำ เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าห้องน้ำไม่ได้ เพราะข้าพเจ้ามาพักที่บ้านน้องของภรรยา ไม่ใช่บ้านของตนเอง คิดอธิษฐานอย่างนี้ก็เลยหาย เขาไม่ให้กินข้าว ๓ วัน ให้แต่น้ำเกลือ พอรุ่งขึ้น ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๒ น้องชายอยากให้ข้าพเจ้าพามาหาหลวงพ่อ ข้าพเจ้าก็พาเขามาหาหลวงพ่อได้ นับว่าอัศจรรย์จริงๆ ที่ป่วยขนาดนี้พอฟื้นตัวได้บ้างไปหาหลวงพ่อได้

ข้าพเจ้าเจอประสบการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับองค์หลวงพ่อมาเรื่อยๆ นับเป็นเวลานานถึง ๓๙ – ๔๐ ปีแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้พบได้เห็นได้ยินมาด้วยตนเอง เป็นเรื่องจริง จึงมีความเคารพหลวงพ่อตลอดมา ข้าพเจ้าจึงนั่งสมาธิเสมอๆ และยึดตามคำสอนของหลวงพ่อ เกิดมาก็มีความลำบาก ยิ่งขาบวมเจ็บอย่างนี้ ยิ่งมีความเบื่อเต็มที หวังว่าชีวิตจะได้หมดทุกข์เสียที ขอชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ตายแล้วขอไปนิพพานเพียงอย่างเดียว

http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?fid=96&tid=1155&action=printable

Monday, December 27, 2010

แหม่ม สุริวิภา อดีตคาทอลิก ใช้ธรรมะกับตัวเอง

บนโต๊ะประชุมของนิตยสาร “สาวิกา” สื่อเพื่อชีวิตที่งดงามและเป็นอิสระ บรรณาธิการได้คุยให้ข้าพเจ้าฟังด้วยรอยยิ้มว่าได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ หนูแหม่ม คุณสุริวิภา กุลตังวัฒนา เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อลงใน “วิถีชีวิต” ซึ่งเป็นคอลัมน์สัมภาษณ์บุคคลที่น่าสนใจในแง่มุมที่แตกต่างกันไป

เวลากว่า 2 ชั่วโมง...ทำให้พบว่า

หนูแหม่ม สุริวิภา กุลตังวัฒนา นั้น...นอกจากจะเป็นนักแสดงมากความสามารถ เป็นผู้ดำเนินรายการอารมณ์ดี และพิธีกรที่หาตัวจับยากแล้ว เธอยังมีทัศนคติและมุมมองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบตัวที่น่าสนใจ ที่หลายคนอาจจะสามารถหยิบฉวยไปปรับใช้ ในชีวิตของตนได้...
หนูแหม่มเริ่มต้นบทสนทนาด้วยเรื่องราวชีวิตของเธอ ต่อด้วยการงานในวงการบันเทิง และจบด้วย ‘ธรรมะ’ เรื่องใหม่ล่าสุดที่เธอมีโอกาสได้ทำความรู้จัก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอไปแล้ว...



หนูแหม่มเป็นคาทอลิกที่สนใจในการปฏิบัติธรรม ครั้นถามถึงแรงบันดาลใจหรือที่มาที่ไปของความสนใจ หนูแหม่มตอบด้วยเสียงใสและใบหน้าที่มีความสุขว่า
“ความทุกข์ค่ะ”

จากนั้น หนูแหม่มได้บอกเล่าประสบการณ์ที่ได้ไปปฏิบัติธรรม ที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ตลอดการสัมภาษณ์
เมื่อถามว่าค้นพบอะไรบ้างจากการปฏิบัติธรรม หนูแหม่มตอบว่า...

“ตลอดเวลา 39 ปีที่ผ่านมา หนูแหม่มทอดทิ้งจิตใจและวิญญาณของตัวเองมาได้ขนาดนี้เลยหรือ เพิ่งรู้ว่าตัวเองทอดทิ้งตัวเอง เลยตั้งใจว่าต่อไปนี้จะไม่ทอดทิ้งตัวเองเหมือนที่แล้วมา จะไม่เผาตัวเอง และจะดำเนินชีวิตด้วยวิธีที่เผาตัวเองให้น้อยที่สุด”

“ธรรมะใช้กับใครไม่ได้ ต้องใช้กับตัวเอง จากแต่ก่อนเป็นคนที่โมโหแล้วตัดสินใจเลย ก็เลยรอก่อน สิ่งหนึ่งที่รู้ก็คือไอ้เรื่องวุ่น ๆ เหล่านี้มันไม่อยู่กับเราตลอดไปแน่ เราค่อย ๆ คิดแก้ไข เดี๋ยวมันก็ไปจากเรา”

“ขอบคุณความทุกข์ ที่ทำให้ทุกข์ถึงที่สุด และเจอทางออก ก่อนหน้านี้เคยเห็นประโยคนี้เป็นเพียงแค่ถ้อยคำสำเร็จรูป แต่พอมาประสบกับตัวเอง ถึงได้รู้ว่ามันเป็นความจริง ถึงวันนี้ ถ้าจะให้พูดก็คงจะพูดประโยคเดิมอีก”
...
นี่เป็นเพียงบางส่วนเสี้ยวจากบทสัมภาษณ์ของคนของประชาชนในสายบันเทิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งได้มาบอกเล่าถึงเรื่องราวของชีวิตในวันนั้นจนถึงวันนี้
แล้วพบกับเธอได้ใน สาวิกา ฉบับที่ 76 ปลายเดือนกันยายน

มารู้จักหนูแหม่ม ในอีกแง่งามที่คุณอาจจะยังไม่เคยคุ้น แต่ที่แน่นอนก็คือ
วันนี้ของ...สุริวิภา...หนูแหม่มเธอไม่เหมือนเดิม
ธรรมสวัสดี

http://www.sdsweb.org/th/index.php?topgroupid=1&groupid=%20%20%20%20%209&subgroupid=&contentid=62

Thursday, December 9, 2010

"ผู้หญิง" สิ่งของที่ไร้ค่าใน "ซาอุ"

ชีวิตของผู้หญิงในประเทศ "ซาอุดีอาระเบีย" ช่างลำบากยากแค้น แสนสาหัส
จนหลายเรื่องไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในโลกยุคสหัสวรรษ

"ซาอุดีอาระเบีย" เป็นประเทศมุสลิมที่เคร่งครัดกฎระเบียบมากมาย
จากการตีความคัมภีร์ทางศาสนา และความเคร่งครัดในขนบประเพณี

และกฎระเบียบที่เคร่งครัดถูกตีแผ่อย่างชัดเจนในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
หลังจากที่ศาลตัดสินจำคุกหญิงวัย 19 ปีคนหนึ่ง เป็นเวลา 6 เดือน และเฆี่ยนอีก 200 ครั้ง
ทั้งๆ ที่เธอโดนชายกลุ่มหนึ่งลักพาตัว และเรียงคิวข่มขืนเธอ
ศาลสั่งลงโทษหญิงผู้น่าสงสารคนดังกล่าว ตามหลักจารีตประเพณี และศาสนา
ซึ่งถูกมองว่าเป็นหลักกฏหมายของประเทศ

"ซาอุฯ" เป็นที่ตั้งของนคร "เมกกะ" และนคร "เมดิน่า" สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม
และชาว "ซาอุฯ" นับถือศาสนานิกาย "ซุนนี" ซึ่งมีหลักกฏหมายเคร่งครัดมากๆ เกี่ยวกับเรื่องsex

ดังนั้นหญิงเคราะห์ร้ายคนดังกล่าวจึงถูกมองว่า เธอละเมิดกฏอันศักดิ์สิทธิ์
ด้วยการไปอยู่ในสถานที่ๆ เต็มไปด้วยบรรดาชายหนุ่ม
ซึ่งไม่ใช่ญาติๆ ของเธอ และทำให้บรรดาชายดังกล่าว เกิดความต้องการทางเพศ จนฉุดเธอไปข่มขืนในที่สุด

ในประเทศ "ซาอุดีอาระเบีย" ผู้ชายเป็นฝ่ายควบคุมชีวิตของผู้หญิงทุกอย่าง
และไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะอายุมากหรือน้อยแค่ไหน
ก็ต้องมีผู้ชายซึ่งเป็นสามีหรือญาติใกล้ชิดติดตามไปด้วยในฐานะ "ผู้คุ้มครอง"หากทำวีซ่าหรือเซ็นเอกสารใดๆ

"วาจิฮา อัล-ไวเดอร์"นักรณรงค์กิจกรรมของ "ซาอุฯ"บอกว่า ที่นี่ลูกชายจะเป็นเหมือนผู้คุ้มครองให้กับแม่
หากเธอเป็นม่าย หรือมีสถานะหย่าร้าง เพราะเธอต้องใช้ลายเซ็นของลูกในการเซ็นเอกสารต่างๆ

"ที่ซาอุดิอาระเบีย ผู้หญิงไม่มีค่าใดๆ เลย"

ขณะที่ "ฮาทูน อัล-ฟาสซี่" นักกิจกรรมอีกคนบอกว่า ผู้หญิงใน "ซาอุฯ" ถูกปฎิบัติเหมือนคนชั้นต่ำ
ซึ่งเป็นเพราะค่านิยมผู้ชายเป็นใหญ่ ในประเทศที่สืบต่อมาหลายศตวรรษ

การแบ่งแยกทางเพศใน "ซาอุฯ" ทำให้ผู้หญิงต้องเข้าไปนั่งข้างหลังสุด เมื่อเข้าร่วมพิธีทางศาสนา
เพื่อไม่ให้สบสายตากับผู้นำขณะประกอบพิธี
และผู้หญิงใน "ซาอุฯ" จะไม่สามารถทานอาหารเพียงลำพังคนเดียว ในภัตตาคารได้
เพราะที่นั่งมีไว้สำหรับกลุ่มคนที่ไปทั้งครอบครัว หรือเฉพาะผู้ชายคนเดียว

ในประเทศ "ซาอุฯ" จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจด้านศาสนา ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อว่า "มูตาวาส"
เดินปะปนกับประชาชนทั่วประเทศ เพื่อสอดส่องดูว่า ผู้หญิงคนใดละเมิดกฏหมายหรือไม่

ผู้หญิงต้องแต่งกายรัดกุมมิดชิด ตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า โดยมีผ้าคลุมศรีษะที่เรียกว่า "ฮิจ๊าบ"
และผ้าคลุมหน้าที่เรียกว่า "นิคว้าบ" ที่ปิดหมดทั้งใบหน้า เผยเฉพาะแค่ดวงตาเท่านั้น

กฏหมายอีกอย่างที่จำกัดสิทธิผู้หญิงใน "ซาอุ" อย่างยิ่งก็คือ ห้ามขับรถ
แต่พวกเธอสามารถให้ชายคนใดก็ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติของเธอ ขับรถให้ในการเดินทางไปไหนมาไหน

และแน่นอนว่า ข้อจำกัดอีกอย่างก็คือ ห้ามผู้หญิงเล่นการเมือง ซึ่งสมาชิกสภา "ชูร่า"
หรือสภาที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์มีแต่ผู้ชายล้วนๆ และได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์

เฮ้อ! เห็นข้อจำกัดของผู้หญิงที่ "ซาอุดีอาระเบีย" แล้ว บอกได้คำเดียวว่า สงสารและเห็นใจมาก
จะหญิงหรือชายก็เป็นคนเหมือนกัน น่าจะปฏิบัติให้เหมือนเป็นมนุษย์มากกว่านี้

ข้อมูล - หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ ฉบับวันอังคารที่ 4 ธันวาคม 2550

Sunday, December 5, 2010

รายงานพิเศษ : Dhamma Go... South Africa ธรรมะบุกแอฟริกาใต้



โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์2 กรกฎาคม 2553 12:00 น.



ยามนี้ประเทศแอฟริกาใต้ กำลังเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก เนื่องจากได้เป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมฟุตบอลโลก ปี 2010 ระหว่างวันที่ 11 มิ.ย.-11 ก.ค. ดังนั้น ‘ธรรมลีลา’ จึงขอร่วมขบวนชวนไปดูพุทธศาสนาในประเทศนี้ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีศูนย์ศึกษาและปฏิบัติธรรมมากมาย กระจายอยู่ทั่วประเทศ

สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ (The Republic of South Africa) หรือเรียกสั้นๆว่า “แอฟริกาใต้” เป็นประเทศที่ อยู่ทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1961 มีประชากรราว 47.6 ล้านคน เป็นคนผิวดำร้อยละ 79 ผิวขาวร้อยละ 9.6 ผิวสีผสมร้อยละ 8.9 และคนเชื้อชาติอินเดียร้อยละ 2.5 แอฟริกาใต้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา และเผ่าพันธุ์ มีภาษาที่ใช้เป็นทางการถึง 11 ภาษา ภาษาหลักคือ อังกฤษ และ Afrikaans สำหรับเรื่องของศาสนานั้นนับถือคริสต์ร้อยละ 43.1 ความเชื่อดั้งเดิมร้อยละ 8.2 และอื่นๆ ร้อยละ 48.7

แอฟริกาใต้เริ่มเป็นที่รู้จักของชาวโลก เมื่อกองเรือยุโรปได้ใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางขนสินค้าเครื่องเทศระหว่างอินเดียกับยุโรป โดยแวะพักเรือระหว่างการเดินทางที่แหลมกู๊ดโฮป ในศตวรรษที่ 17 ชาวดัตช์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนา ชาวไร่ ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นการถาวรที่บริเวณ Table Bay (ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งเมืองเคปทาวน์)

ก่อนหน้านั้นไม่นานในช่วง ปี 1680-1689 ได้มีผู้นับถือพุทธศาสนาอพยพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังแอฟริกาใต้ แต่ก็ไม่มากนัก ต่อมาราวศตวรรษที่ 18 ก็มีชาวจีนอพยพเข้ามาตั้งชุมชนในเมืองเคปทาวน์ ซึ่งมีจำนวนมากพอๆกับชาวยุโรป

ชาวพุทธในแอฟริกาใต้ประกอบด้วยประชากร 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนเอเชียที่อพยพเข้ามา และกลุ่มคนผิวขาวที่เปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา ซึ่งคนผิวขาวมักจะชอบปฏิบัติกันตามลำพัง โดยศึกษาจากหนังสือ และถามไถ่กับสถาบันต่างๆในต่างแดน เช่น สมาคมชาวพุทธในลอนดอน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแรงงานมากมายจากอินเดียที่เข้าตั้งรกรากในเมืองกวาซูลูนาทาล ในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่บางส่วนเป็นชาวพุทธและบางส่วนเป็นฮินดู ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา เมื่อเข้ามาอยู่ในแอฟริกาใต้

ชาวพุทธกลุ่มต่างๆค่อยๆเติบโตขึ้นในเมืองใหญ่ในระหว่างปี 1970-1979 และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 1985 จึงเริ่มมีนิกายต่างๆในพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่อย่างชัดเจน และมีเจ้าหน้าที่จากนิกายนั้นๆ เริ่มต้นเข้ามา มีบทบาทมากขึ้น ชาวพุทธกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่กระจัดกระจายกันอยู่ก็ค่อยๆหายเข้าไปร่วมกับนิกายต่างๆ ซึ่งรวมถึงเถรวาท, เซน, นิชิเรน และทิเบต ซึ่งการสอนพุทธศาสนาในแอฟริกาใต้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศทางตะวันตก

อย่างไรก็ตาม รูปแบบของชาวพุทธในแอฟริกาใต้ไม่เพียงแต่เป็นกลุ่มเล็กๆเท่านั้น แต่ก็ยังมีกลุ่มใหญ่ด้วย โดยแต่ละกลุ่มก็จะมีกิจกรรมของตนเอง ดำเนินไปอย่างเงียบๆ และไม่พยายามไปเปลี่ยนคนทั่วไป ให้หันมานับถือพุทธ แต่ทว่าผลดีที่เกิดขึ้นกับผู้มาศึกษาปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่ช่วยเผยแพร่แนวคิดพุทธศาสนาไปสู่สังคมในวงกว้าง แม้ว่าสมาชิกบางคนที่เข้ามาปฏิบัติ จะไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ เพราะยังคงนับถือศาสนาดั้งเดิมของตัวเอง ควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติวิปัสสนา

ในปี 1992 พระอาจารย์ชิงหวิน เจ้าอาวาสวัดโฝวกวงซัน ที่ไต้หวัน ได้ริเริ่มให้มีการตั้งวัดหนานฮวาขึ้น ที่เมืองบรังค์ฮอร์สสปรูท ซึ่งถือเป็นวัดในพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดแห่งแรกของแอฟริกาใต้ โดยเปิดเมื่อวันที่ 6 เมษายน 1996

ล่าสุด เดือนตุลาคม ปี 2009 วัดพระธรรมกายของไทย ได้เริ่มดำเนินการสร้างวัดพุทธโจฮันเนสเบิร์ก ซึ่งเป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศนี้ โดยพัฒนาจากการเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมโจฮันเนสเบิร์กมาแล้ว 3 ปี

วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมต่างๆ
ในเมืองสำคัญๆของแอฟริกาใต้

• เมือง Bronkhorstspriut :
African Buddhist Seminary (สาขาวัดโฝวกวงซัน ไต้หวัน), Nan Hua Temple (สาขาวัดโฝวกวงซัน)

• เมือง Johannesburg : Johannesburg (FWBO), Johannesburg Zen Group (ปฏิบัติตามแบบวัดโชเจของเกาหลี), Kagyu Samye Dzong (นิกายกาคิวของทิเบต), ROKPA (องค์กรการกุศลของนิกายกาคิวของทิเบต), The SGI-SA Cultural Centre (ศูนย์วัฒนธรรมของสมาคมโซคา งักไก สากล มีรากฐานจากนิกายนิชิเรนของญี่ปุ่น), Vajrapani Buddhist Centre (นิกายกดัมปะของทิเบต), Benoni Cultural Centre (สาขาวัดโฝวกวงซัน), The Lam Rim Buddhist Centre of South Africa (ศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาของทิเบต), Wat Buddha Johannesburg (สาขาวัดพระธรรมกาย)

• เมือง KwaZulu Natal : Buddhist Retreat Centre (ปฏิบัติตามแบบเถรวาท), Durban Mahasiddha Kadampa Buddhist Centre (นิกายกดัมปะของทิเบต), Newcastle Meditation Centre (สาขาวัดโฝวกวงซัน)

• เมือง Cape Town : Buddhist Theravada Centre (ศูนย์ปฏิบัติตามแบบเถรวาทของมาเลเซีย), Buddhist Theravadan Group (ศูนย์ปฏิบัติตามแบบเถรวาทของศรีลังกา), Cape Town Cultural Centre (สาขาวัดโฝวกวงซัน), Cape Town Samye Dzong (นิกายกาคิวของทิเบต), Kagyu Samye Dzong-Capetown (นิกายกาคิวของทิเบต), Rondebosch Dharma Centre (นิกายเซนของเกาหลี), Vipassana Association of South Africa (ปฏิบัติตามแนวของอาจารย์โกเอนกา), The Wisdom Centre(สาขาของนาลันทาโพธิและชัมบาลา), The Dharma Centre (ศูนย์ใหญ่นิกายเซนของเกาหลี)

• เมือง Durban : Durban Meditation Centre (สาขาวัดโฝวกวงซัน), Durban Zen Group (ปฏิบัติตามแบบวัดโชเจของเกาหลี), Good Heart Dharma Group (นิกายเกลุกปะของทิเบต), Mahasiddha Kadampa Buddhist Centre (นิกายเกลุกปะของทิเบต)

นอกจากนี้ยังมีศูนย์ย่อยๆของแต่ละนิกาย ที่บรรดาสาวกไปจัดตั้งขึ้นตามเมืองต่างๆอีกหลายแห่ง

(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 116 กรกฎาคม 2553 โดย กองบรรณาธิการ)