Tuesday, October 23, 2012

จุดจบ “ยะยา การูมอ” โจรก่อการร้าย เมื่อแก่แล้วไม่มีทางไป

“ยะยา การูมอ” คนวางแผนก่อการร้ายชายแดนใต้ยกธงขาวเข้ารายงานตัวขอยุติการต่อสู้




ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - คณะกรรมการประสานงานและรณรงค์เพื่อยุติการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เผย “นายยะยา การูมอ” เพื่อนร่วมรบกับ “สะแปอิง บาซอ” เข้ารายงานตัว หลังหลบหนีอยู่ 8 ปี เพื่อต้องการยุติบทบาทในการต่อสู้ หลังจากได้ทบทวนจนเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่จะให้ความยุติธรรม และไม่อยากให้บุตรต้องเสียโอกาสทางการศึกษาอีก 
       
       วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมหน่วยเฉพาะกิจยะลา ตำบลท่าสาป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา พล.ต.ชรินทร์ อมรแก้ว หัวหน้าคณะกรรมการประสานงานและรณรงค์เพื่อยุติการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ และรับรายงานตัวผู้แสดงตนเพื่อยุติการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรง 1 ราย คือ นายยะยา การูมอ อายุ 48 ปี ซึ่งได้หลบหนีและออกจากขบวนการก่อเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นานกว่า 8 ปี เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ และต้องการยุติบทบาทในการต่อสู้ หันมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยสันติวิธี ร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ
       
       พล.ต.ชรินทร์ อมรแก้ว หัวหน้าคณะกรรมการประสานงานและรณรงค์เพื่อยุติการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า หลังจากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมา ได้มีการติดต่อประสานงานเพื่อเข้ามาแสดงตน ทั้งกลุ่มบุคคล และตัวบุคคลที่ต้องการยุติบทบาทการต่อสู้กับรัฐด้วยวิธีรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และในขณะนี้ อยู่ในระหว่างการดำเนินการให้ความช่วยเหลือ และเร่งทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในหลายๆ กลุ่ม เช่น การพูดคุยกับผู้ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ เป็นต้น
       
       และจากการติดตามสถานการณ์ทำให้ได้ทราบว่า ผู้ที่หลงผิดหลายคนต้องการที่จะยุติความเคลื่อนไหว เพราะถูกบังคับให้ก่อเหตุร้ายรายวัน เกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองกระทำเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในขณะนี้อยู่ในระหว่างการตัดสินใจเข้ามาแสดงตน ในส่วนของผู้ที่ออกมาแสดงตนแล้ว จะเร่งรัดดำเนินการด้านกระบวนการยุติธรรมอย่างเร็วที่สุด ทางคณะทำงานมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดว่าผู้ที่รายงานตนมีปัญหาเรื่องกฎหมายในด้านใดบ้าง เช่น มีหมาย พ.ร.ก. หรือหมาย ป.วิอาญา หรือไม่ เพราะฉะนั้น แต่ละรายต้องมีการพูดคุยอย่างละเอียด เพื่อหาวิธีการในการให้ความช่วยเหลือ โดยเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ และบริสุทธิ์ใจที่จะให้ความช่วยเหลือ เพื่อที่ทุกคนจะได้มีโอกาสในการกลับมาอยู่ในสังคม และร่วมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแนวทางสันติวิธีร่วมกับภาครัฐต่อไป
       
       ในส่วนของการรับรายงานตัวนี้ ทราบว่า นายยะยา การูมอ เคยเป็นแกนนำขบวนการก่อความไม่สงบ เคียงคู่กับนายสะแปอิง บาซอ แกนนำก่อความไม่สงบคนสำคัญระดับสั่งการในพื้นที่ ซึ่งนายยะยา การูมอ ไม่ได้เป็นผู้ปฎิบัติการ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลไม่มีคดีการก่อเหตุร้ายรายวันในพื้นที่ หรือหมาย ป.วิอาญา แต่อย่างใด นายยะยา การูมอ ทำหน้าที่ในการวางแผน หาแนวคิดวิธีการในการก่อเหตุในพื้นที่ ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 
       
       ส่วนสาเหตุที่ นายยะยา การูมอ เข้ามารายงานตัวในครั้งนี้ เนื่องจากรับรู้ข้อมูลประชาสัมพันธ์ว่าจะมีการอำนวยความยุติธรรมให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ผนวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ถูกต้อง สร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้นแก่พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเพื่อต้องการที่จะยุติความรุนแรงด้วยสันติวิธี
       
       ด้าน นายยะยา การูมอ เปิดเผยถึงสาเหตุที่ออกมาแสดงตนเพื่อยุติบทบาทการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรงว่า เหตุที่เข้ามาแสดงตนในวันนี้มีเหตุผลใหญ่ๆ 3 ประการ คือ ต้องการที่จะดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติเหมือนอดีตที่ผ่านมา, มีความเชื่อมั่นว่ารัฐจะให้ความยุติธรรมแก่ตนเองและครอบครัว และไม่อยากให้บุตรสาวต้องเสียโอกาสทางการศึกษาเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากบุตรสาวคนโต และคนที่สองได้ทุนไปเรียนต่อที่อียิปต์ แต่ตนไม่สามารถลงนามรับรองหนังสือเดินทาง จึงไม่สามารถเดินทางไปเรียนต่อได้ 
       
       ในส่วนของการเข้ามาแสดงตนนั้น ตนเองใช้เวลาคิดไตร่ตรองมาหลายปีแล้วว่าจะเข้ามารายงานตัวต่อทางการอย่างไร เพราะยังไม่มีความมั่นใจในความปลอดภัย แต่ครั้งนี้ ตนเองเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่ทางราชการให้ความยุติธรรม และโอกาสในการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติกับครอบครัว จึงได้ถือโอกาสเข้ามาแสดงตนต่อคณะกรรมการประสานงานและรณรงค์เพื่อยุติการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตนเองเชื่อ และมั่นใจว่า มีผู้ร่วมขบวนการจำนวนมากที่ต้องการจะเข้ามาแสดงตน เพียงแต่ไม่รู้ว่าตนเองจะสามารถดำเนินการทางใดได้บ้าง ส่วนทัศนคติที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ตนเองยอมรับว่าแต่เดิมยังไม่ค่อยมั่นใจในการทำงานของภาครัฐมากนัก
       
       แต่ช่วงหลังได้ทราบข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่างๆ ถึงผลสำเร็จในการดำเนินงานตามโครงการนำคนกลับบ้านของแม่ทัพภาคที่ 4 ทำให้เกิดความมั่นใจว่า ภาครัฐจะสามารถให้ความยุติธรรมแก่ตนเองได้ จึงเกิดความมั่นใจในความยุติธรรม ทำให้ตนเองต้องการยุติบทบาทการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรง และหันมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9550000129737

No comments:

Post a Comment